ผลิตและจำหน่ายสารสกัด CBD ต้องขออนุญาตอะไรบ้าง: แยกให้ชัดก่อนลงทุนจริง

1

เผยแพร่เมื่อ

ความเข้าใจว่า “สารสกัด CBD ไม่เมา จึงขายได้เลย” เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา ไม่ใช่คำตอบทางกฎหมาย เพราะการกำกับดูแลไม่ได้ดูแค่ชื่อ CBD แต่ดูตั้งแต่วัตถุดิบ วิธีสกัด ปริมาณ THC รูปแบบสินค้า ไปจนถึงคำโฆษณาบนฉลาก หากแยกชั้นเหล่านี้ไม่ออก ธุรกิจอาจผลิตถูกขั้นตอนหนึ่ง แต่ผิดเงื่อนไขอีกขั้นตอนโดยไม่รู้ตัว

คนที่ค้นเรื่องขออนุญาต สารสกัด CBD มักไม่ได้ต้องการแค่รายชื่อใบอนุญาต แต่ต้องการรู้ว่าตนกำลังทำ “วัตถุดิบ” หรือ “ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป” เพราะสองอย่างนี้เดินคนละเส้นทาง การตรวจสอบจึงควรเริ่มจากสูตรและการใช้งานจริง ไม่ใช่เริ่มจากการยื่นเอกสารแบบเดาสุ่ม

คำตอบแรก: ไม่มีใบอนุญาตใบเดียวที่ครอบคลุมทุกกรณี

การผลิตและจำหน่ายสารสกัด CBD ในไทยต้องพิจารณากฎหมายหลายชุดร่วมกัน หน่วยงานหลักที่มักเกี่ยวข้องคือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานท้องถิ่น ส่วนโรงงานหรือการนำเข้าอาจมีหน่วยงานอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องตามรูปแบบกิจการ

จุดที่ทำให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อนคือคำว่า “สารสกัด” ถูกใช้ปะปนกัน บางรายหมายถึงน้ำมันหรือสารสกัดเข้มข้นที่ขายเป็นวัตถุดิบ บางรายหมายถึงผลิตภัณฑ์รับประทาน เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร เมื่อประเภทสินค้าเปลี่ยน ใบอนุญาตและหลักฐานที่ต้องใช้ก็เปลี่ยนตาม

หลักคิดที่ใช้ได้จริงคือจำแนกสินค้าให้เสร็จก่อน แล้วค่อยตรวจใบอนุญาตของกิจกรรมนั้น อย่าเริ่มจากการถามว่า “CBD ขอใบอะไร” แต่ให้ถามว่า “จะผลิตอะไร ให้ใครใช้ ใช้ทางไหน และมีสาร THC เท่าไร”

สามจุดที่ทำให้ผู้ประกอบการยื่นเรื่องผิดทาง

ส่วนที่คลาดเคลื่อนมักไม่ได้เกิดจากการไม่อ่านกฎหมายเลย แต่เกิดจากการหยิบข้อมูลคนละประเภทมาปนกัน โดยเฉพาะเรื่องสารเสพติด อาหาร และผลิตภัณฑ์สมุนไพร

CBD ต่ำ ไม่ได้แปลว่าสินค้าทุกแบบขายได้

เกณฑ์ THC มีผลต่อการพิจารณาว่าสารสกัดเข้าข่ายยาเสพติดให้โทษหรือไม่ โดยกฎที่ใช้ในไทยเคยกำหนดเส้นแบ่งสารสกัดกัญชาหรือกัญชงที่มี THC เกิน 0.2% โดยน้ำหนักไว้ในกลุ่มที่ต้องควบคุมตามกฎหมายยาเสพติด ทั้งนี้ต้องตรวจประกาศและเงื่อนไขฉบับปัจจุบันก่อนดำเนินการ เพราะรายละเอียดขึ้นกับชนิดวัตถุดิบและข้อยกเว้น

แต่การมี THC ไม่เกินเกณฑ์ไม่ได้ทำให้ผลิตภัณฑ์พ้นจากกฎหมายอื่น หากนำไปทำอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ยา หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ก็ยังต้องผ่านกติกาของหมวดนั้น และต้องมีหลักฐานวิเคราะห์ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่ใช่ใช้คำว่า “CBD บริสุทธิ์” บนฉลากแทนผลทดสอบ

ใบผลิตไม่เท่ากับใบขาย

การมีสถานที่ผลิตที่ถูกต้องไม่ได้แปลว่าสามารถนำสินค้าทุกสูตรออกจำหน่ายได้ สถานที่อาจต้องมีใบอนุญาตผลิตตามประเภทกิจการ ขณะที่ตัวผลิตภัณฑ์อาจต้องจดแจ้ง ขึ้นทะเบียน หรือขออนุญาตก่อนขายตามกฎหมายเฉพาะของสินค้านั้น

ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่สื่อว่าใช้เพื่อดูแลสุขภาพหรือบรรเทาอาการอาจถูกพิจารณาแตกต่างจากเครื่องสำอางที่ใช้ภายนอก ส่วนอาหารและเครื่องดื่มต้องตรวจว่าส่วนประกอบและการกล่าวอ้างอยู่ในกรอบที่กฎหมายอาหารอนุญาตหรือไม่ การเรียกสินค้าว่า “น้ำมัน CBD” จึงยังไม่เพียงพอสำหรับชี้ประเภทกฎหมาย

รับสารสกัดมาบรรจุใหม่ก็ยังมีความรับผิด

บางธุรกิจไม่ได้สกัดเอง แต่รับสารสกัดเข้มข้นมาผสม บรรจุ และติดแบรนด์ ขั้นตอนนี้ไม่ใช่การหลบภาระใบอนุญาต เพราะผู้บรรจุอาจถูกมองเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ และยังต้องรับผิดชอบสูตร ฉลาก แหล่งวัตถุดิบ คุณภาพ และการเรียกคืนสินค้าเมื่อพบปัญหา

แผนผัง 4 ชั้นก่อนยื่นขออนุญาต

แทนการเริ่มจากแบบฟอร์ม ให้เดินตามลำดับนี้ก่อน แต่ละชั้นมีหน้าที่ตัดความเสี่ยงคนละด้าน หากข้ามชั้นแรกแล้วไปเช่าสถานที่หรือสั่งเครื่องสกัดทันที ค่าใช้จ่ายจะเกิดก่อนรู้ด้วยซ้ำว่าสินค้าทำตลาดได้หรือไม่

  1. กำหนดสินค้า: ระบุว่าจะขายสารสกัดเป็นวัตถุดิบ หรือขายเป็นอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ยา หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  2. ตรวจวัตถุดิบ: ระบุสายพันธุ์ แหล่งที่มา ส่วนของพืช วิธีสกัด และผลวิเคราะห์ CBD กับ THC จากห้องปฏิบัติการที่น่าเชื่อถือ
  3. ตรวจสถานที่: พิจารณาใบอนุญาตผลิต สถานที่เก็บ ระบบสุขลักษณะ การควบคุมล็อต และใบอนุญาตโรงงานหรือท้องถิ่นถ้าเข้าหลักเกณฑ์
  4. ตรวจการขาย: ตรวจฉลาก เลขอนุญาตหรือการจดแจ้ง การโฆษณา ช่องทางจำหน่าย และข้อความที่ห้ามสื่อเกินจริง

หลังผ่านสี่ชั้นนี้จึงค่อยคุยกับ อย. หรือหน่วยงานเจ้าของกฎหมายโดยนำเอกสารจริงไปให้ตรวจ ไม่ควรถามแบบกว้างว่า “CBD ขายได้ไหม” แต่ควรถามพร้อมสูตร รายการส่วนผสม ผลวิเคราะห์ แบบฉลาก และภาพกระบวนการผลิต คำตอบจะมีโอกาสตรงกับธุรกิจมากกว่า

เอกสารที่ควรเตรียม และจุดที่ต้องหยุดก่อนขาย

แฟ้มเอกสารที่ดีไม่ได้มีไว้แค่ตอนยื่นขออนุญาต แต่ใช้พิสูจน์ว่าสินค้าแต่ละล็อตมาจากไหนและมีคุณสมบัติอะไร ควรจัดข้อมูลให้เชื่อมกันตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงสินค้าหน้าร้าน เช่น ใบรับรองแหล่งที่มา สูตรการผลิต บันทึกล็อต ผลตรวจสารปนเปื้อน และผลตรวจ CBD/THC

  • รายละเอียดนิติบุคคล ผู้รับผิดชอบ และสถานที่ผลิต
  • สูตร ส่วนประกอบ วิธีผลิต และสเปกของสารสกัด
  • ผลวิเคราะห์ THC, CBD และสารปนเปื้อนที่เกี่ยวข้อง
  • แบบฉลาก คำเตือน และข้อความโฆษณาทุกช่องทาง
  • เอกสารซื้อขายและระบบติดตามย้อนกลับของแต่ละล็อต

ถ้าผลวิเคราะห์ไม่ชัด ฉลากยังใช้คำกล่าวอ้างรักษาโรค หรือยังตอบไม่ได้ว่าสินค้าอยู่ในหมวดใด ให้หยุดการขายไว้ก่อน การแก้ฉลากภายหลังอาจไม่พอ หากกระบวนการผลิตและสถานที่ไม่สอดคล้องกับประเภทสินค้าตั้งแต่ต้น

สำหรับผู้ที่ต้องการนำเข้าสารสกัด ต้องตรวจเพิ่มทั้งเอกสารแหล่งกำเนิด เงื่อนไขนำเข้าวัตถุดิบ ด่านศุลกากร และข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ปลายทาง ส่วนผู้ที่ตั้งโรงสกัดเองควรตรวจเรื่องสถานประกอบการ เครื่องจักร ของเสีย และกฎหมายโรงงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ เพราะรายละเอียดขึ้นกับขนาดและลักษณะการดำเนินงาน

สิ่งที่ควรทำต่อไม่ใช่รีบพิมพ์ฉลากหรือเปิดรับออเดอร์ แต่คือทำตารางจำแนกสินค้าให้เห็นสี่ช่อง: วัตถุดิบ, สูตร, สถานที่ผลิต และช่องทางขาย จากนั้นนำข้อมูลฉบับเดียวกันไปตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐก่อนลงทุนก้อนใหญ่ **ธุรกิจ CBD ที่ปลอดภัยไม่ได้เริ่มจากคำโฆษณาว่า “ถูกกฎหมาย” แต่เริ่มจากการพิสูจน์ว่าสินค้าของตนอยู่ภายใต้กติกาใดอย่างชัดเจน** แล้วเอกสารที่คุณมีวันนี้พิสูจน์ได้ครบทั้งสี่ช่องหรือยัง